วัดจินไดจิ

Jindaiji Temple

深大寺について

About Jindaiji Temple

วัดจินไดจิ

%e6%b7%b1%e5%a4%a7%e5%af%ba%e7%b4%85%e8%91%89-4
อุโบสถ
วัดจินไดจิซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองของกรุงโตเกียวนั้นไม่ได้เป็นเพียงวัดที่มีประวัติเก่าแก่ แต่ยังล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ของศาลเจ้าหมู่บ้าน และยังมีแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

นอกเหนือไปจากการเดินชมอาคารและรูปปั้นพระพุทธรูปที่มีประวัติเก่าแก่แล้ว การสัมผัสประสบการณ์ไปกับการทำเครื่องปั้นดินเผารากุและการอธิษฐาน อาหารและเครื่องดื่มของร้านขนมหวานและเมนูโซบะที่ใช้น้ำที่วัดจินไดจิให้เกิดประโยชน์ ออนเซ็นที่อยู่ใกล้ ๆ และทางด้านหลังวัดก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับสวนพฤกษศาสตร์ได้ ขอให้ท่านมาเพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นอย่างผ่อนคลายกันเถอะ

ที่วัดจินไดจิซึ่งตั้งอยู่ที่มุซาชิโนะนั้น ท่านสามารถเพลิดเพลินไปกับสี่ฤดูกาลของญี่ปุ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้สีเขียวสดและซากุระของฤดูใบไม้ผลิ หิ่งห้อยของฤดูร้อน ใบไม้แดงของญี่ปุ่นของฤดูใบไม้ร่วง และเทศกาลโซบะของฤดูหนาว

แม้เวลาที่ใช้ในการเดินชมวัดจินไดจิอยู่ที่ประมาณ 30 – 40 นาที แต่ถ้ารวมการรับประทานอาหารหรือการสัมผัสประสบการณ์การทำเครื่องปั้นดินเผารากุเข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ ท่านสามารถค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่ที่นั่นได้ถึงครึ่งวันเลยทีเดียว

施設のご案内

Guidance of the precincts

01

ซังมง The Main Gate

ซังมง (山 = ภูเขา門 = ประตู ) หมายถึงประตูหน้าของวัดพุทธ เนื่องจากวัดในญี่ปุ่นแต่เดิมได้สร้างที่ภูเขาเลยเป็นที่มาของคำที่ใช้เรียกประตูวัด ประตูวัดของวัดจินไดจิถูกสร้างในปี 1695 โดยสร้างตรงทางเข้าวัดที่พื้นยกสูงกว่าทางเดินเข้าวัด เป็นประตูวัดที่มีประวัติศาสตร์มากกว่า 300 ปี

เนื่องจากเหตุไฟไหม้ในปี 1865 แม้ประตูวัดจะไม่ได้รับความเสียหาย แต่ก็ทำให้สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่รวมถึงห้องโถงใหญ่ของวัดได้ถูกทำลายลง ประตูวัดจึงได้กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณวัดไปโดยปริยาย แม้ในช่วงนั้นสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่จะเป็นหลังคาฟาง แต่ในปัจจุบันสิ่งปลูกสร้างในวัดที่มีหลังคาฟางนั้นมีแค่ประตูวัดกับคูริเก่าเท่านั้น
คูริคือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นเหมือนห้องครัวของวัด

ประตูวัดจินไดจิเป็นสิ่งปลูกสร้างเดียวในบริเวณวัดที่ได้ทาสีโดยใช้สีชาดในการทา โดยทาสีที่เสาและคานของประตู เนื่องจากรูปลักษณ์ที่ถูกสร้างเพื่อให้ถูกต้นไม้ปกคลุมทำประตูวัดนี้เป็นที่น่าหลงไหลอย่างมาก จึงได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่ออกแบบได้ดีมากเป็นพิเศษแม้จะเทียบกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในโตเกียวที่หลงเหลือจากยุคเอโดะก็ตาม

02

โชโร (หอระฆัง) The Bell Tower

โชโร หรือ หอระฆัง คือระฆังที่แขวนไว้ภายในบริเวณวัด โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการบอกเวลา หอระฆังเดิมได้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2372 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2408 หอระฆังถูกเผาทำลายในเหตุอัคคีภัย จึงได้มีการก่อสร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2413 และอยู่จนถึงปัจจุบัน ในระหว่างเสาของหอระฆังมีแผ่นกระดานที่เป็นรูปแกะสลักรูปใบไม้ โดยที่คิบานะ (ส่วนปลายของเสา) ได้มีการสลักเป็นรูปจำพวกช้างหรือสิงโต ซึ่งนับเป็นวิธีการออกแบบลวดลายอย่างบรรจง อีกทั้งหอระฆังในช่วงแรกนั้นจะใช้ฟางในการมุงหลังคา ซึ่งได้เปลี่ยนหลังคาเป็นแผ่นทองแดงในปี พ.ศ. 2497 นอกจากนี้ ที่ส่วนฐานของหอระฆังนั้นยังใช้ไห 3 อัน ฝังลงเป็นฐาน เพื่อให้เวลาตีแล้วเกิดเสียงสะท้อนกังวาล โดยใช้ฝาเป็นแผ่นเหล็กเจาะรู เนื่องจากจะเป็นวิธีที่เพิ่มคุณภาพของเสียงสะท้อน

ในปัจจุบัน ระฆังที่อยู่ในหอระฆังของวัดจินไดจินี้ เป็นระฆังที่ถูกหล่อขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2544 เนื่องจากระฆังเดิมเสื่อมสภาพ โดยที่ระฆังเดิมนั้นถูกสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1919 หรือในช่วงปลายยุคคามาคุระ ทำให้หอระฆังแห่งนี้เป็นสิ่งที่มีอายุเก่าแก่เป็นอันดับที่ 3 ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงโตเกียว และนับเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติญี่ปุ่นเนื่องจากเป็นระฆังที่ถูกใช้งานนานที่สุดนับตั้งแต่หลอมระฆังมา อนึ่ง ระฆังใหม่ที่ถูกสร้างมาในยุคเฮเซนี้ ยังถูกขนานนามว่า “เฮเซชินโช (ระฆังใหม่แห่งเฮเซ)”

ระฆังวัดจินไดจินั้น จะถูกตีเพื่อบอกเวลาแก่คนท้องถิ่น ในช่วงฤดูร้อน เวลาตีห้า สิบเอ็ดโมงครึ่ง และหกโมงเย็น ในช่วงฤดูหนาว เวลาหกโมงเช้า สิบเอ็ดโมงครึ่ง และห้าโมงเย็น นอกจากนี้ยังเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปตีระฆังได้ในช่วงวันสิ้นปี (31 ธันวาคม)

ในปี พ.ศ. 2465 มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นในสมัยนั้น ซึ่งต่อมาเป็นจักรพรรดิโชวะ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนวัดจินไดจิ ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีพระดำรัสเกี่ยวกับหอระฆังว่า “หากเป็นของเก่าก็ควรจะเก็บรักษาไว้ให้ดี” ต่อมาในปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบเหล็กเพื่อนำไปใช้ผลิตเป็นกระสุนปืนใหญ่ จึงมีมาตรการในการยึดระฆังจากวัดเพื่อนำไปใช้หลอมทำกระสุน อย่างไรก็ตาม ระฆังที่วัดจินไดจิแห่งนี้นั้นได้ถูกยกเว้น และใม่ถูกยึดระฆังไป

03

อุโบสถ Main Hall

วัดจินไดจิสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 733 (ปีเท็มเปียวที่ 5) โดยตั้งชื่อตามเทพจินจะไดโอ ซึ่งเป็นเทพวารีผู้คุ้มครองพระภิกษุเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) จากประเทศจีนในการเดินทางไปชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก เป็นวัดที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวรองจากวัดเซ็นโซจิแห่งอาซาคุสะ อุโบสถของวัดแห่งนี้เคยถูกเพลิงเผาวอดไปครึ่งหลังถึง 2 ครั้ง คือในปี 1645 และปี 1865 อุโบสถที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นหลังที่บูรณะซ่อมแซมเมื่อปีไทโชที่ 8 (1919)
อุโบสถเดิมเป็นหลังคามุงหญ้า (Kayabuki-yane) ในขณะที่อุโบสถที่บูรณะขึ้นมาใหม่จะเป็นหลังคามุงกระเบื้องลอน (Sangawarabuki) อุโบสถหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังคาโครงไม้ครอบทองแดง

หลังคามุงหญ้า (Kayabuki-yane) เป็นชื่อเรียกหลังคาที่มุงด้วยหญ้า ใช้หญ้าสึสึกิเป็นหลัก มี ข้อดีที่เป็นฉนวนกันความร้อน ดูดความชื้น ถ่ายเทอากาศ และลดเสียงรบกวนได้ดี แต่มีข้อเสีย ร้ายแรงตรงที่ติดไฟง่าย
หลังคามุงกระเบื้องลอน (Sangawarafuki) เป็นหลังคามุงกระเบื้องที่พัฒนามาจากการมุง หลังคาด้วยกระเบื้องเว้า (กระเบื้องรูปทรงเว้าที่ตรงกลาง) และกระเบื้องนูน (กระเบื้องทรงนูนรูป ครึ่งวงกลม) สับหว่างกัน โดยนำกระเบื้องเรียบกับกระเบื้องกลมมาประกอบกันเป็นแผ่นเดียวในรูป ตัว S แล้วนำมามุงหลังคา
หลังคาโครงไม้ครอบทองแดง เป็นหลังคาที่นำแท่งไม้สร้างขึ้นเป็นโครงลาดจากตัว อาคารลงมาที่ชายคา จากนั้นครอบด้วยแผ่นทองแดงอีกครั้ง

ที่ใจกลางหน้าอุโบสถจะมีแท่น สักการะ (Kouhai) ที่มีหน้าจั่วทรงคันธนูตั้งอยู่

แท่นสักการะ (Kouhai) ส่วนหนึ่งของใจกลางหลังคาวัดวาอารามญี่ปุ่นที่ยื่นออกมา ทาง ด้านหน้าเพื่อเป็นจุดสักการะบูชา
หน้าจั่ว (Hafu) เครื่องเรือนที่สร้างขึ้นประกอบกับหลังคา
หน้าจั่วทรงคันธนู (Tou-Hafu) เป็นหน้าจั่วที่มีรูปทรงโค้งนูนตรงกลางและรูปทรงเว้า ลงที่ปลายด้านซ้ายและขวาคล้ายคันธนู

นอกจากนี้ยังมีรูปแกะสลักสิงโตและช้างที่ปลายไม้ (Kibana: ส่วนริมที่ยื่นออกมานอกเสา) ของคาน รูปแกะสลักมังกรที่อยู่ระหว่างคานสายรุ้ง (Kouryou: คานที่มีรูปทรงโค้งนูนด้านบน) สามชั้น และมีรูปแกะสลักนกฟีนิกซ์ตัวผู้และตัวเมียข้างใต้หน้าจั่ว ซึ่งสัตว์เหล่านี้ล้วนแต่แสดงถึงความเป็นยุคเอโดะทั้งสิ้น
และภายในอุโบสถจะมีพระอมิตาภพุทธะสามพระองค์ซึ่งเป็นพระประธานของอุโบสถแห่งนี้ประดิษฐานอยู่

พระอมิตาภพุทธะสามพระองค์ (Amida Sankei) เป็นพระพุทธรูปปางหนึ่งใน พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ประกอบด้วยพระโพธิสัตว์สามพระองค์ ได้แก่ พระอมิตาภพุทธะ พร้อมด้วยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์อยู่เบื้องซ้าย และพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์อยู่เบื้องขวา โดยพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เป็นร่างอวตารที่แสดงถึงพระเมตตา และพระมหาสถามปราปต์ โพธิสัตว์เป็นร่างอวตารที่แสดงถึงพระสติปัญญา

04

นซันไดชิโด The Ganzandaishi Hall

ที่กันซันไดชิโดแห่งนี้ มีรูปปั้นของพระอาจารย์กันซัน หรือ กันซันไดชิ (จิเอไดชิ) มาตั้งอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1534 ซึ่งกันซันไดชิคือ พระสงฆ์นิกายสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือนิกายเทียนไถในยุคเฮอัน ซึ่งเป็นพระสังฆราชแห่งนิกายสัทธรรมปุณฑริกสูตรรูปที่ 18 (มีตำแหน่งสูงสุดของนิกาย) ในยุคนั้นมีชื่อว่าเรียวเก็ง แต่เมื่อมรณภาพในวันที่ 3 มกราคม ซึ่งเป็นเดือนปีใหม่หรือ เดือนกันเก็ทสึในภาษาญี่ปุ่น และวันที่สาม หรือซันในภาษาญี่ปุ่น จึงถูกขนานนามว่า กันซันไดชิ ซึ่งแม้จะมรณภาพไป แต่คุณงามความดีทั้งหลายนั้นยังอยู่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามบรรพบุรุษแห่งวัดเอ็นเรียคุจิ ณ ภูเขาเฮเอซัน
ในภายหลัง จักรพรรดิอิชิโจได้ขนานนามโอคุริโก (คือ ชื่อที่ตั้งให้หลังเสียชีวิตเพื่อยกย่องสิ่งที่ทำขณะที่มีชีวิต) โดยให้ชื่อว่า “จิเอ” หลังจากนั้นจึงถูกเรียกว่า จิไดชิ เช่นกัน
กันซันไดชิ ได้ถูกกล่าวว่าเป็นร่างอวาตารของพระจินดามณีจักรโพธิสัตว์ โดยตั้งแต่ในยุคกลางมา ได้ถูกประชาชนนับถือกันในฐานะของ “พระอาจารย์ผู้ขับไล่สิ่งชั่วร้าย”
นอกจากนี้ “โอมิคุจิ” หรือเซียมซีที่อยู่ตามวัดและศาลเจ้าทั่วประเทศนั้น กล่าวกันว่าผู้ริเริ่มก็คือกันซันไดชินั่นเอง

เหตุการณ์อัคคีภัยช่วงปลายยุคเอโดะ เพลิงได้ลุกลามถึงอาคารอันซันไดชิโดด้วยเช่นกัน แม้ว่าอุโบสถของวัดจินไดจิที่ล่มสลายนั้นจะถูกเผาไหม้ไปก่อน แต่ในปี พ.ศ. 2410 (หรือปีเคโอที่ 3) อาคารอันซันไดชิโดนั้น ถูกบูรณะขึ้นเป็นอันดับแรก เรื่องนี้เป็นที่เล่าขานถึงผู้คนส่วนมากถึงมีความศรัทธาในกันซันไดชิขนาดไหน
แต่เดิมแล้ว อาคารไดชิโดนั้น ถูกสร้างในทิศตะวันตกของอาคารอุโบสถหลัก และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่ภายหลังการบูรณะแล้ว ได้มีการขุดดินผาทางทิศตะวันตกของอุโบสถและได้ย้ายไปตั้งยังที่นั่น

รูปปั้นในไดชิโดนั้นคือรูปปั้นของกันซันไดชิ
ตามจากรึกของวัดแล้ว ในปี พ.ศ. 1534 (ปีโชเรียะคุที่ 2) พระคังอิงโฮชิได้ย้ายรูปปั้นไดชิจากภูเขาฮิเอซันมายังวัดจินไดจิ เป็นพระพุทธรูปลับในรูปท่านั่งของกันซันไดชิ โดยมีความสูงถึง 2 เมตร ซึ่งมีความใหญ่ที่ไม่ค่อยเห็นได้จากที่อื่นถ้าเทียบกับการเป็นพระพุทธรูปลับ แม้ว่าในเวลาปกติก็ไม่สามารถเข้าไปชมได้ โดยการเปิดให้เขาเป็นสาธารณะนั้น มีเพียงหนึ่งครั้งในรอบเพียง 25 ปี ซึ่งเป็นเฉพาะช่วงโกะไคโจ หรือ ช่วงที่เปิดเผยฐานะของการเป็นพระพุทธรูป เท่านั้น โดยโกะไคโจครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นปีที่ 1,025 ของโกะองคิ หรือ ปีครบรอบการเสียชีวิต และกำหยดการโกะไคโจครั้งต่อไปคือปี พ.ศ. 2577
ในช่วงโกะไคโจนั้นจะจัดการ โอโกะมะคุ ติดต่อกันหลายวัน โดยในช่วง 1 สัปดาห์ของงาน จะมีคนกว่าหนึ่งแสนสามหมื่นคนเข้ามา

 โกะองคิ คือ กิจกรรมทางศาสนาที่เป็นการไว้ทุกข์หรือระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ในช่วง 50 ปี หรือ 100 ปี เป็นต้น สำหรับคนทั่วไปจะมีการทำโกะองคิ 33 ครั้งหรือ 50 ครั้งของการทำบุญในการครบรอบวันตายของปี แล้วจะสิ้นสุด สำหรับพระสงฆ์หรือผู้ฟื้นฟูบรรพบุรุษวงศ์ตระกูล ทุก ๆ 50 ปีจะมีการทำโกะองคิใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “ไดองคิ”

 โกะมะคุ คือ พิธีกรรมศาสนาซึ่งจัดกันแบบลับ ๆ โดยเป็นการจุดไฟหม้อน้ำหรือกาน้ำแบบญี่ปุ่น และอัญเชิญเทพเจ้าต่าง ๆ โดยที่ผู้คนจะทำการขอพรและภาวนา

05

พระวิหารชากะโด The Shaka Hall

วิหารชากะโดนี้สร้างขึ้นมาใหม่เมื่อปี 1976 (ปีโชวะที่ 51) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปชากะเนียวไร (ศากยมุนี) ปางห้ามมาร (พระพุทธรูปฮาคุโอบุทสึ) ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นสมบัติของชาติ

พระพุทธรูปฮาคุโฮบุทสึนี้สร้างขึ้นในสมัยศิลปะญี่ปุ่นที่ชื่อว่าฮาคุโฮ ซึ่งอยู่ในยุคอาสึกะตอนปลาย (592-710) สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเป็นพระประธานเมื่อครั้งที่สร้างวัดจินไดจิเมื่อปีเท็มเปียวที่ 5 (733)

พระพุทธรูปฮาคุโฮเป็นพระพุทธรูปทองแดงเคลือบทองคำขนาดใหญ่ มีความสูง 83.5 เซนติเมตรและมีความสูงจากพระที่นั่ง 60.6 เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออก จึงมีชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่น



ทองคำที่เคลือบพระพุทธรูปนี้ได้หลอมละลายจากการถูกไฟไหม้จนเกือบหมดสิ้น แต่ยังคงมีลักษณะเด่นของศิลปะสมัยฮาคุโฮให้เราได้เห็นกันทั้งลายเส้นจากพระขนง (คิ้ว) ที่ลงมาจรดที่พระนาสิก (จมูก), ลายจีบจีวรที่ขนานเสมอกัน และโครงสร้างพระวรกายที่กระชับพอดี

นอกจากนี้ พระพุทธรูปนี้ยังมีลักษณะของลายจีบจีวรที่สับหว่างตรงพระชงฆ์, ลายจีบจีวรรูปทรงสามเหลี่ยมตรงระหว่างพระบาท และลายจีบของชายจีวรที่เหมือนกับของพระพุทธรูปชินยาคุชิแห่งวัดชินยาคุชิจิ (จังหวัดนาระ) และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (กวนอิม) ปางยูเมะทะไกแห่งวัดโฮริวจิ (จังหวัดนาระ) ซึ่งล้วนแต่สร้างขึ้นในสมัยฮาคุโฮ พระพุทธรูปทั้งสามพระองค์นี้จึงถือเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอกแห่งสมัยศิลปะและได้รับการขนานนามว่า “พระพุทธรูปฮาคุโฮสามพระองค์”

พระพุทธรูปนี้ได้รับการยกสถานะจากสมบัติสำคัญทางวัฒนธรรมให้เป็นสมบัติของชาติเมื่อปีเฮเซย์ที่ 29 (2017)
วิหารชากะโดสร้างขึ้นเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อป้องกันพระพุทธรูปองค์สำคัญนี้จากอัคคีภัยและการลักขโมย และได้สร้างขึ้นเป็นอาคารพื้นสูงเพื่อป้องกันความชื้นที่อยู่ในพื้นดินเป็นปริมาณมาก

06

จินจะโด The Jinja Hall

จินจะโดเป็นศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเทพเจ้าประจำถิ่นของชินโตในวัด ซึ่งเป็นการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาพุทธและชินโตหรือที่เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ชินบุทสุชูโก โดยใช้ในการสักการะเทพเจ้าจินจะไทโอ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นที่มาของชื่อวัด จินไดจิ

 ชินบุทสุชูโก หรือการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาพุทธและชินโต คือ แนวความคิดที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของชินโต ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของญี่ปุ่น เข้ากับ ความเชื่อในศาสนาพุทธ ซึ่งรับมาจากต่างประเทศ โดยนำทั้งสองหลักนี้มาผสมกลมกลืนกัน

 จินจะไดโอ คือ เทพผู้พิทักษ์ผู้หนึ่งในศาสนาพุทธ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพผู้ทำลายโรคระบาดและขับไล่ความชั่วร้ายทั้งปวง โดยมีชื่อเสียงในเรื่องเล่าที่ว่า ขณะที่พระเสวียนจั้งหรือพระถังซัมจั๋งออกเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ณ ชมพูทวีป ที่ระหว่างทางนั้นเอง ก็ได้พบจินจะไดโอกำลังช่วยชีวิตใครสักคนอยู่ที่กลางทะเลทราย นอกจากนี้ ได้ถูกกล่าวว่าเป็นรูปลักษณ์ของซัวเจ๋งจากตำนานไซอิ๋วด้วยเช่นกัน

อาคารวัดเดิมซึ่งมีความใหญ่โตเปรียบเทียบได้กับวัดกันซันไดชิโดนั้น ในปี พ.ศ. 2411 (ปีเริ่มต้นยุคเมจิ) อาคารวัดได้ถูกทำลายลงเนื่องจากคำสั่งแยกศาสนาพุทธและชินโตหรือภาษาญี่ปุ่นคือ ชินบุทสุบุนริเร เสาประตูศาลที่เคยมีในช่วงเดียวกันก็ถูกรื้อถอน เหลือเพียงร่องรอยให้เห็นในปัจจุบันเท่านั้น

 ชินบุทสุบุนริเร คือคำสั่งที่ออกในช่วงการปฏิรูปเมจิในปี พ.ศ. 2411 เพื่อสนองนโยบายในการรักษาศาสนาชินโตและห้ามปรามศาสนาพุทธ โดยมีเหตุผลเพื่อสร้างความมั่นคงในสถาบันพระจักรพรรดิ
ปัจจุบัน จินจะโดได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ. 2511 (หรือในปีโชวะที่ 43)

จินจะโดนั้น มีรูปปั้นจินจะไดโอใช้ในการสักการะ โดยตัวรูปปั้นนี้มีความสูงประมาณ 57 ซม. มีประคำกะโหลกและใส่กางเกงหนังช้างเพื่อแสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว นอกจากนี้ พระพุทธรูปที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นผลงานในช่วงกลางยุคคะมะคุระนั้น ยังเป็นที่น่าจับตามองในฐานะผลงานประติมากรรมจากยุคกลางในภูมิภาคตะวันออกที่ยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ จึงไม่ได้รับการเผยแพร่ในสาธารณะ

นอกจากนี้ ทางด้านหลังจินจะโดยังเป็นแหล่งต้นน้ำ ซึ่งมีน้ำพุที่มีความเกี่ยวข้องกับจุดกำเนิดของวัดจินไดจิอีกด้วย

07

ฟุโดโนะทะคิ (น้ำตกพระอาจละ) The Waterfall Of Fudo

วัดจินไดจิเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปมหาราชจินจะซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ จึงเป็นวัดที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับน้ำ

ด้านหลังวัดเป็นบริเวณที่โอบล้อมด้วยภูเขา ซึ่งมีธารน้ำผุดขึ้นมากมาย จึงทำให้ในสมัยก่อนมีการใช้บำเพ็ญตบะใต้น้ำตกด้วย
ภายในยังมีวิหารพระอาจละ ซึ่งมี “น้ำตกพระอาจละ” หนึ่งใน 57 แหล่งน้ำที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแหล่งน้ำชั้นเลิศแห่งโตเกียว ทางวัดจึงเป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ของแหล่งน้ำชั้นเลิศอีกด้วย

“วัดจินไดจิกับโซบะ”
กล่าวกันว่าโซบะที่กินกันอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่นนั้น มีองค์ประกอบสำคัญสองส่วนที่นำมาซึ่งรสชาติ คือแป้งโซบะที่อร่อยและน้ำที่ดี
ธารน้ำอันอุดมสมบูรณ์ของวัดจินไดจินั้น ไม่เพียงใช้ผสมในโซบะเท่านั้น แต่สมัยก่อนยังใช้ธารน้ำนี้หมุนกังหันน้ำโม่แป้งด้วย
ในสมัยเอโดะ สภาพแวดล้อมรอบ ๆ วัดจินไดจินั้นเหมาะสมต่อการปลูกโซบะ จึงทำให้ชาวบ้านนำแป้งโซบะมาถวายวัดแทนข้าวสาร แล้วทางวัดก็นำมาทำโซบะแจกจ่ายรับรองให้ศรัทธาญาติโยมที่มาแสวงบุญ

เหตุที่ทำให้โซบะของวัดจินไดจิมีชื่อเสียงนั้น ว่ากันว่ามาจากการที่ท่านพระมหาสมณเจ้าโคเบ็ง เจ้าอาวาสรุ่นที่ห้าแห่งวัดคังเอจิอุเอโนะ ซึ่งเป็นวัดต้นสังกัดของวัดจินไดจิทรงมีความชื่นชอบโซบะของวัดจินไดจิเป็นอย่างมาก แล้วความอร่อยของโซบะวัดจินไดจินี้ก็ถูกบอกเล่าปากต่อปากจากเหล่าบริวารของท่าน ไปกระทั่งถึงขุนนางต่าง ๆ
ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของโซบะวัดจินไดจิจึงแพร่กระจายออกอย่างรวดเร็ว ผู้คนมากมายพากันมาจนคนส่งโซบะของวัดจินไดจิได้แต่ยืนเฉย ๆ แล้วโซบะของวัดจินไดจินี้ก็ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “โซบะชั้นเลิศ” ไปในที่สุด
อีกเรื่องเล่าหนึ่งกล่าวว่าเพราะโชกุนโตกุกาวารุ่นที่สาม อิเอะมิทสึ ได้มาแวะที่วัดจินไดจิระหว่างงานเทศกาลฝึกเหยี่ยว ได้กินโซบะแล้วชื่นชม จึงทำให้โซบะของทางวัดมีชื่อเสียงขึ้นมา

そば

深大寺の周辺

Around Jindaiji Temple

การอธิบายถึงบริเวณโดยรอบของวัดจินไดจิ

  • around 01
    “ห้องน้ำชาคิทาโร่”

    ゲゲゲ
    เมืองโชฟุเป็นพื้นที่ที่ผูกพันกับคุณมิสุกิ ชิเงะรุ ผู้เขียนการ์ตูนผีที่โด่งดัง “อสูรน้อยคิทาโร่”
    “อสูรน้อยคิทาโร่” คือเรื่องราวของปีศาจผู้มีสำนึกรักความยุติธรรมอย่างแรงกล้าชื่อคิทาโร่ ที่ต่อสู้กับเหล่าปีศาจร้ายเพื่อสร้างโลกที่เหล่าปีศาจและมนุษย์จะอยู่ด้วยกันโดยสันติสุข เป็นการ์ตูนที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบกันมาเป็นเวลานาน
    สารหลักของเรื่องนี้คือการ “เป็นมิตรกับธรรมชาติ” แสดงออกไม่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าปีศาจกับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทั้งนกและสรรพสัตว์ ตลอดจนมิตรภาพระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงชีวิตอยู่บนโลก
    และ “ห้องน้ำชาคิทาโร่” นี้ก็คือการจำลองเอามุมมองต่อโลกแบบคิทาโร่มาไว้ยังที่ที่ควรพูดได้ว่าเป็นบ้านเกิดแห่งที่สองของคุณมิสุกิ ซึ่งก็คือเมืองโชฟุแห่งนี้
    ที่หน้าประตูวัดจินไดจิ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติอันดุดมสมบูรณ์ที่มีในมหานครโตเกียวนั้น มีร้านสไตล์ร้านขนมจุบจิบจากสมัยก่อนอยู่ ที่ในร้านนั้นมีสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหล่าภูตผีจำหน่ายด้วย
    นอกจากนั้นแล้วยังมีร้านน้ำชาที่มีบรรยากาศชวนให้คิดถึงญี่ปุ่นสมัยโชวะ ให้บริการเมนูของหวานที่ออกแบบตามการ์ตูนคิทาโร่อีกด้วย

    (c) MIZUKI production

  • around 02
    เครื่องปั้นดินเผารากุ “มุซาชิโนะ จินไดจิกามะ”

    ร้านเครื่องปั้นดินเผา “มุซาชิโนะ จินไดจิกามะ” ที่ตั้งอยู่ที่หน้าประตูวัดจินไดจินั้น ได้มีการจำหน่ายสินค้าจำพวกกระดิ่งดินและพวกเครื่องปั้นดินเผาด้วย
    กระดิ่งดินก็คือกระดิ่งที่ทำขึ้นมาจากดินโดยการเผาดินเหนียว กระดิ่งดินที่วางจำหน่ายที่วัดจินไดจินั้นได้ผลิตขึ้นมาที่นี่
    อีกทั้ง ท่านยังสามารถวาดภาพลงบนถ้วยหรือว่าจานเคลือบ แล้วสัมผัสประสบการณ์ของการทำเครื่องปั้นดินที่ได้รับการเผา (เครื่องปั้นดินเผารากุ) ได้อีกด้วย ด้วยเวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้นก็จะเผาเสร็จขึ้นมาเป็นเครื่องปั้นดินเผาในแบบออริจินัลของเราเอง
    การวาดภาพก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ท่านจะลองมาสัมผัสประสบการณ์เพื่อเป็นที่ระลึกของการเดินทางดูไหม ?

    ข้อมูลของทางร้าน

    เวลาเปิดทำการ:9:00 – 17:00
    ราคา:จาน 300 เยนขึ้นไป, ถ้วยชา 900 เยนขึ้นไป
    HP:http://jindaijigama.com/index.html

    ※ ด้วยความที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาแบบง่าย ๆ จึงไม่เหมาะสำหรับใส่ของเหลวเป็นเวลานาน ๆ หรือนำเข้าเตาไมโครเวฟ

  • around 03
    ซุยฉะคัง (โรงกังหันน้ำ)

    水車館
    วัดจินไดจิไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่เรื่องของการเพาะปลูกบักวีตก็ยังรุ่งเรือง แล้วยังมีการโม่แป้งบักวีตและข้าวสารด้วย
    ด้วยเหตุนั้น ในยุคเมจิตอนปลายผู้คนในท้องถิ่นจึงรวมกันกันก่อตั้งสมาคมกังกันน้ำขึ้นมา โรงกังหันน้ำที่สร้างขึ้นมาจากการระดมเงินก็ได้ถูกใช้งานมาจนถึงช่วงปีโชวะที่ 30 (ปี 1955)
    โรงกังหันน้ำที่มาตั้งแต่เก่าแก่ก็ได้เลิกใช้งานไปครั้งหนึ่ง แต่ด้วยความต้องการอันแรงกล้าของประชาชน กังหันน้ำในปัจจุบันจึงได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1992
    วัดจินไดจิที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำจึงเข้ากับภูมิทัศน์ที่มีกังหันน้ำได้เป็นอย่างดีเช่นนี้เอง
    ที่โรงกังหันน้ำนั้นมีครกสำหรับตำ 3 ครกและครกสำหรับดึง 1 ครกตั้งอยู่ ไม่เพียงแค่เยี่ยมชมได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลองใช้งานได้อีกด้วยในรูปแบบของการจองคิว

    ข้อมูลสถานที่

    ตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 9:30 – 17:00 น.
    ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป 9:30 – 16:00 น.
    วันจันทร์/ตั้งแต่วันที่ 29 ไปจนถึง 31 ธันวาคม
    ไม่มีค่าใช้จ่าย

  • around 04
    โซบะ

    そば(雀のお宿)
    ดจินไดจินั้นอุดมไปด้วยแหล่งน้ำ แล้วมีโซบะเป็นของขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยเอโดะแล้ว
    ผู้คนจำนวนมากที่มาเยือนวัดจินไดจินั้นต่างก็คาดหวังถึงโซบะของวัดจินไดจิ
    บริเวณรอบ ๆ วัดจินไดจินั้นมีร้านโซบะประมาณ 20 ร้านตั้งกระจายอยู่
    นอกเหนือไปจากโซบะก็ยังมีการจัดเตรียมของหวานไว้อีกด้วย แม้จะไม่ใช่เวลารับประทานอาหารก็กรุณามาเยี่ยมชมได้

    ・ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโซบะนั้นโปรดดูที่ด้านล่างนี้
    http://chofu.com/web/jindaiji_soba/

    ・สำหรับการบรรยายเมนูแบบง่าย ๆ โปรดดูได้ที่นี่
    http://chofu.com/web/jindaiji_soba/jindaiji-soba/soba-menu.html

    ข้อมูลของทางร้าน

    ・โดยปกติทางร้านจะเปิดให้บริการถึงเวลา 17:00 น.
    ・สำหรับแผนที่ร้านโซบะนั้นโปรดดูที่ด้านล่างนี้
    http://chofu.com/web/jindaiji_soba/wp/wp-content/uploads/2014/10/map-shoplist.pdf

  • around 05
    ออนเซ็น “ยูโมริโนะซาโตะ”

    ที่วัดจินไดจินั้นมีออนเซ็น “ยูโมริโนะซาโตะ” อยู่ด้วย
    บ่อน้ำร้อนสีดำที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินลงไป 1500 เมตรนั้น เป็นออนเซ็นที่เต็มไปด้วยสารอินทรีย์ของเฟิร์น (กรดฮิวมิก) และสาหร่ายทะเลโบราณ
    ส่งผลช่วยในเรื่องโรคปวดเส้นประสาท อาการปวดกล้ามเนื้อ อาการปวดไขข้อ โรคข้อไหล่ติด มือเท้าเกร็ง เคล็ดขัดยอก โรคทางเดินอาหารเรื้อรัง สภาพโลหิตไหลเวียนไม่คล่อง ช่วงฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังเจ็บป่วย ฟื้นคืนความเมื่อยล้า แผลถูกบาด แผลพุพอง อาการท้องผูก โรคของผู้หญิงขั้นเรื้อรังได้อีกด้วย
    ไม่เพียงห้องอาบน้ำภายในสำหรับชายหญิง ห้องอาบน้ำแบบเปิดโล่ง หรือว่าซาวน่าเท่านั้น แต่ยังเตรียมห้องอาบน้ำไว้อีกหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำสไตล์โกเอมอน อ่างอาบน้ำอัดลม รวมไปถึงอ่างอาบน้ำไฟฟ้า

    ข้อมูลของทางร้าน

    ・เวลาเปิดทำการ: 10:00 – 22:00 ไม่มีวันหยุดตลอดปี
    ・ค่าใช้จ่าย: 1200 เยน
    ・HP: http://www.yumorinosato.com/

วัดจินไดจิの場所

Jindaiji Temple