ศาลเจ้ามิชิมะ

Mishima Taisha Shrine

三嶋大社について

About Mishima Taisha Shrine

“ศาลเจ้ามิชิมะ” แหล่งท่องเที่ยวโด่งดังที่เชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อเมืองมิชิมะ

%e4%b8%89%e5%b6%8b%e5%a4%a7%e7%a4%be%e3%80%80%e5%88%9d%e8%a9%a3
ปีใหม่
ศาลเจ้ามิชิมะเป็นที่รู้จักกันดีทั่วญี่ปุ่นว่าเป็นหนึ่งในศาลเจ้าชั้นเอกแห่งดินแดนอิสึ

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อใด แต่มีตำนานกล่าวไว้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนดินแดนแห่งมิชิมะ

มาตั้งแต่โบราณกาลและคอยพิทักษ์รักษาดินแดนแห่งนี้และอาณาบริเวณโดยรอบ

จนเป็นที่มีของชื่ออาณาเขต “มิชิมะ”

ปัจจุบัน ศาลเจ้าแห่งนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดที่มีผู้สักการะและนักท่องเที่ยวเดินทางมามากมาย

สองพระใหญ่ “โอยามะสึมิ โนะ มิโคโตะ” “โคโตะชิโรนุชิ โนะ คามิ”

เทพเจ้าประจำศาลเจ้าแห่งนี้มีสององค์ ได้แก่ “โอยามะสึมิ โนะ มิโคโตะ” และ “โคโตะชิโรนุชิ โนะ คามิ” เรียกรวมกันว่า “มิชิมะไดเมียวจิน (มหาเทพแห่งมิชิมะ)”

“โอยามะสึมิ โนะ มิโคโตะ” เป็นเทพเจ้าที่ปรากฏอยู่ในเทพปกรณัมของญี่ปุ่น ชื่อของเทพเจ้าองค์นี้มีความหมายว่า “เทพเจ้าแห่งภูเขาใหญ่”

เทพเจ้าองค์นี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า “วาตะชิโอคามิ” โดยคำว่า “วาตะ” เป็นคำศัพท์ญี่ปุ่นโบราณที่หมายถึงเทพแห่งทะเล จึงถือว่าเทพโอยามะสึมิ โนะ มิโคโตะเป็นทั้งเทพเจ้าแห่งภูเขาและเทพเจ้าแห่งท้องทะเล

“โคโตะชิโรนุชิ โนะ คามิ” เป็นเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งที่ปรากฏอยู่ในเทพปกรณัมของญี่ปุ่น ชื่อของเทพเจ้าองค์นี้มีความหมายว่า “ผู้ทราบความ” จึงถือเป็นเทพเจ้าแห่งประกาศิต หรือเทพเจ้าที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาสน์ของเทพเจ้า
ว่ากันว่าผู้ที่มาไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้จะได้โชคลาภมากมาย เช่น “ธัญญาหารมากมาย” “ทำมาค้าขึ้น” เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีตำนานกล่าวไว้ว่า มินาโมโตะ โยริโทโมะ โชกุนคนแรกของรัฐบาลคามาคุระ เคยมาไหว้ขอพรให้ตนได้กลับมาเรืองอำนาจอีกครั้งเป็นผลสำเร็จ จึงเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ศาลเจ้าปักธงชัย”

เหมาะสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆหรือขอพรให้ประสบความสำเร็จ

ศาลเจ้ายังมีชื่อเสียงสำหรับดอกซากุระ

%e6%a1%9c
ศาลเจ้ามิชิมะยังมีชื่อเสียงในเรื่องสถานที่ชมดอกซากุระอีกด้วย

ดอกซากุระในบริเวณศาลจะเบ่งบานเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือตั้งแต่ปลายเดือนถึงต้นเดือนเมษายน โดยท่านจะได้ชมดอกซากุระ 15 ชนิดประมาณ 200 ต้นตามทางเดินไปยังตำหนักใหญ่

施設のご案内

Guidance of the precincts

01

ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะจินจะ Itsukushima Shrine

ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะจินจะ เป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพเจ้าเจ้าหญิงอิชิคิชิมะ (อิชิคิชิมะฮิเมะโนะมิโคะโตะ)

ทั่วประเทศจะมีศาลเจ้าที่ใช้ชื่อ “อิทสึคุชิมะ” อยู่ประมาณ 500 แห่ง และศาลเจ้าหลักที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม คือ ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะแห่งเมืองฮัทสึไคชิ จังหวัดฮิโรชิมะนี่เอง

* เทพเจ้าเจ้าหญิงอิชิคิชิมะ เป็นเทพเจ้าแห่งสายน้ำที่มีบันทึกไว้ในเรื่องเล่าเทพเจ้าของประเทศญี่ปุ่น ผู้คนนิยมมาเคารพบูชาในบ่อน้ำภายในบริเวณศาลเจ้ากันมาก

ศาลเจ้าอิทสึคุชิมะของศาลเจ้าใหญ่ในมิชิมะเคยเป็นสถานที่ที่มาซาโคะ โฮโจใช้สวดบูชาการมาเยือนของเทพเจ้า ซึ่งยังคงเป็นที่เล่าขานต่อกันมาในความศรัทธาอย่างแรงกล้า

* การสวดบูชาการมาเยือนของเทพเจ้า คือ การสวดบูชาแบบใหม่ในศาสนาชินโตจากพื้นดินที่อยู่ห่างไกลไปยังเทพเจ้าที่คุ้มครองศาลเจ้า ตั้งแต่โบราณมาสิ่งสำคัญที่สุดที่เมื่อเวลาเทพเจ้าเจ้าหญิงอิชิคิชิมะมาเยือนแล้วนั้น จะนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ครัวเรือน กิจการมั่งคั่ง ทำให้ผู้หญิงคลอดบุตรง่าย ถือเป็นเทพเจ้าแห่งการเย็บผ้า และนำพาผลประโยชน์มาให้

บ่อน้ำที่ตั้งอยู่ทั้ง 2 ข้างของทางเดินเข้าศาลเจ้าจากโทริอิใหญ่ต่อเนื่องมาประมาณ 100 เมตรนั้นเรียกว่า “ชินจิ” ว่ากันว่าในสมัยคามาคุระ โชกุนมินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะเคยจัดพิธีปล่อยสัตว์ ณ บ่อน้ำแห่งนี้

* พิธีปล่อยสัตว์ คือ พิธีการปล่อยนกและสัตว์ป่า หรือปลาบนพื้นฐานความเชื่อในเรื่องศีล 5 ของศาสนาพุทธ

ศีล 5 คือ ข้อห้าม 5 ข้อที่ผู้นับถือศาสนาพุทธจำเป็นที่จะต้องครองไว้ มีดังนี้
1. ห้ามเอาชีวิต : ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
2. ห้ามลักขโมย : ห้ามขโมยของผู้อื่น
3. ห้ามประพฤติผิดในกาม : ห้ามผิดประเวณีมีสัมพันธ์เชิงชู้สาว
4. ห้ามพูดปด : ห้ามพูดโกหก
5. ห้ามดื่มสุรา : ห้ามดื่มของมึนเมา

โคมไฟที่วางอยู่ด้านหน้าอาคารหลักของศาลเจ้าเรียกว่า “รังเคโทโร”

สะพานสีแดงสดที่ข้ามจากทางเดินไปยังศาลเจ้านั้น สามารถมองเห็นปลาคาร์ปขนาดใหญ่ที่ว่ายอยู่อย่างสง่างามในบ่อน้ำได้ หากโชคดีก็จะได้เห็นนก (คาวะเซมิ) ของเมืองมิชิมะด้วย

นอกจากนี้ ในฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกซากุระเบ่งบานงดงาม สามารถเพลิดเพลินกับความกลมกลืนระหว่างตัวอาคารศาลเจ้าและสะพานสีแดงสดกับสีชมพูของดอกซากุระได้

02

ชินเมฉะ (เรือนม้าเทพ) The Shrine for "God's horse"

ม้านั้นถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพาหนะของพระเจ้ามาตั้งแต่โบราณกาล

ม้าเทพของศาลเจ้ามิชิมะมีตำนานที่ว่า “ทุกเช้าจะให้พระเจ้าขึ้นหลังปีนไปยังภูเขาฮาโกเนะ” แต่ก่อนนั้นจะถูกอุทิศด้วยม้าที่มีชีวิต แต่ต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นม้าไม้ และด้วยความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหวโตไคในปี 1854 (ปีคาเอย์ที่ 7) ก็ได้ถูกเคลือบด้วยสีดำใหม่

ม้าเทพในปัจจุบันนั้นเสร็จสมบูรณ์ในปี 1868 (ปีเคย์โอที่ 4) ในเวลานั้นได้ประดิษฐานไว้ที่เรือนม้าเทพเก่า แต่ช่วงหลังสงครามเรือนม้าเทพแห่งใหม่ได้สร้างเสร็จจึงเคลื่อนย้ายมาที่นี่แทน

สำหรับตระกูลยาตาเบะที่ทำหน้าที่เป็นนักบวชชินโตนั้น ว่ากันว่าจะกล่าวประโยคว่า “คุณม้ากลับมาแล้ว” แทน “เริ่มทานแล้วนะ” ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเช้า

03

โคชิคาเคะอิชิ (หินนั่ง) Sitting Stone

เชื่อว่าเป็นหินที่มินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะได้มานั่งพักผ่อนบนนั้นตอนที่อธิษฐานถึงการฟื้นฟูเก็นจิ (ตระกูลมินาโมโตะ) ที่ศาลเจ้ามิชิมะเป็นเวลา 100 วันในปี 1180 (ปีจิโชที่ 4) กล่าวกันว่ามินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะนั่งบนหินก้อนซ้าย ส่วนโฮโจ มาซาโกะผู้เป็นภรรยานั่งบนหินก้อนขวา

มินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะ ก็คือบุคคลที่เลื่องชื่อเป็นอย่างมากในฐานะเซอิไทโชกุนรุ่นแรกที่เป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนคามาคุระ

โยริโทโมะที่ถือกำเนิดมาในฐานะลูกชายคนที่สามของมินาโมโตะ โนะ โยชิโทโมะนั้น ได้พ่ายต่อศึกเฮย์จิซึ่งนับเป็นศึกแรก จนบิดาและพี่ชายคนโตถูกสังหาร ลูกชายคนรองก็เสียชีวิตจากการบาดเจ็บขณะลี้ภัย ตัวโยริโทโมะเองก็ถูกเนรเทศไปที่ฮิรุกะโคจิมะ (อิสุโนะคุนิชิ จังหวัดชิซุโอกะในปัจจุบัน) ในจังหวัดอิสุ

ในระหว่างการใช้ชีวิตในนักโทษที่ถูกเนรเทศที่มีระยะเวลาถึงประมาณ 20 ปี ก็ได้แต่งงานกับมาซาโกะที่เป็นลูกสาวคนโตของโฮโจ โทกิมาสะ ตระกูลใหญ่แห่งอิสุ

ในปี 1180 ได้รับคำสั่งจากโมจิฮิโตะโอแล้วยกกองทัพปราบเฮย์ชิ (ตระกูลไทระ) แม้ว่าจะพ่ายแพ้ไปครั้งหนึ่ง แต่ก็ได้พยายามที่จะยกทัพขึ้นอีกครั้งจนในที่สุด ในศึกดันโนะอุระในปี 1185 ก็ได้ปราบเฮย์ชิจนหมดสิ้นจากประเทศไป

ในปี 1192 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเซอิไทโชกุน แล้วก่อตั้งรัฐบาลโชกุนคามาคุระที่เป็นระบอบการปกครองของซามูไรครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากนี้ประเทศญี่ปุ่นก็ใช้ระบอบการปกครองโดยตระกูลซามูไรสืบเนื่องมาประมาณ 700 ปีจนกระทั่งรัฐบาลโชกุนโทคุงาวะล่มสลาย

โฮโจ มาซาโกะ ก็คือลูกสาวของโฮโจ โทกิมาสะที่มีอำนาจมากในนิรายามะ จังหวัดอิสุ ได้มาเป็นภรรยาของมินาโมโตะ โนะ โยริโทโมะที่เคยเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมาที่อิสุ แล้วได้ให้กำเนิดลูกชายสองคน ลูกสาวสองคนได้แก่โอฮิเมะ โยริอิเอะ โอโตฮิเมะ ซาเนโทโมะ

เมื่อโยริโทโมะได้ตั้งระบอบการปกครองของซามูไรที่คามาคุระก็ได้ถูกเรียกว่ามิไดโดโคโระ เมื่อโยริโทโมะเสียชีวิตในปี 1199 ได้บวชเป็นแม่ชี แต่บรรดาลูกชายที่เป็นผู้สืบทอดตระกูลกลับถูกลอบสังหารได้ตามกันไป จึงแต่งตั้งให้ญาติห่าง ๆ ของโทริโทโมะขึ้นเป็นโชกุนคนที่ 4 แต่เนื่องจากโชกุนยังเป็นเด็กเล็ก เธอจึงทำหน้าที่เป็นทั้งผู้แทนโชกุนและผู้ปกครองไปพร้อมกัน

04

สวนชินโรคุเอ็น Shinrokuen Park

ที่ศาลเจ้ามิชิมะแห่งนี้มี “กวางศักดิ์สิทธิ์” มากมายอาศัยอยู่ในสวนชินโรคุเอ็น ซึ่งอยู่ที่ด้านข้างของหอสมบัติ

กวางในศาลเจ้ามิชิมะแห่งนี้คุ้นเคยกับผู้คนจำนวนมากเป็นอย่างดี เป็นกวางที่มาจากศาลเจ้าคาสึกะในนาราในยุคไทโช กวางเหล่านี้เป็นกวางศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นกวางของเทพเจ้า

ตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งสร้างศาลเจ้าคาสึกะ เทพทาเคมิคัตสึกิ โนะ มิโคโตะ ได้ขี่กวางเดินทางมาจากศาลเจ้าคาชิมะแห่งฮิตาจิ (จังหวัดอิบารากิ)

นอกจากนี้ ท่านยังสามารถซื้ออาหารกวาง (เซมเบ้กวาง) ที่มีวางจำหน่ายที่ร้านภายในศาลเจ้าเพื่อป้อนพวกมันได้อย่างเต็มที่ (เฉพาะกวางที่อาศัยอยู่นอกรั้วเท่านั้น)

05

ต้นคิมโมคุเซย์ Osmanthus

เมื่อท่านเดินออกจากประตูศาลเจ้า ก็จะพบกับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านขวามือ
ต้นคิมโมคุเซย์นี้มีอายุกว่า 1200 ปี และยังได้รับเลือกให้เป็นอนุสรณ์สถานธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น
ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะต้นคิมโมคุเซย์ที่ใหญ่ที่สุดและมีอายุมากที่สุดในญี่ปุ่น
ต้นไม้ต้นนี้จะเริ่มผลิดอกสีเหลืองเข้มบานสะพรั่งตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนของทุกปี ว่ากันว่าดอกไม้ชนิดนี้ส่งกลิ่นหอมหวลไปได้ไกลถึง 2 ริ (ประมาณ 8 กิโลเมตร) จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้สักการะมากมายจนถึงปัจจุบัน

06

วิหาร Honden

ศาลเจ้า ศาลเจ้ามิชิมะ ได้ชื่อว่าเป็น “Ichinomiya แห่ง Izu”

Ichinomiya หมายถึงศาลเจ้าที่มีความสำคัญสูงสุดในพื้นที่หนึ่งๆ โดยมี Ninomiya และ Sannomiya เป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญรองลงมาเป็นอันดับสองและสามตามลำดับ

ไม่ปรากฏชัดเจนว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ใน “Nihonshoki” หรือพงศาวดารเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่เรียบเรียงขึ้นในปี ค.ศ. 720 (ปี Yoro ที่ 4) ก็มีชื่อศาลเจ้าแห่งนี้ปรากฏอยู่แล้ว ซึ่งกล่าวกันว่าจะมีประวัติความเป็นมายาวนานมากกว่านั้นอีก

วิหาร Honden ในปัจจุบันสร้างขึ้นทดแทนหลังเดิมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในภูมิภาค Tokai เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1854 (ปี Kaei ที่ 7) โดยได้รับเงินบริจาคจากความช่วยเหลือของนักบวชนามว่า Yatabe Moriharu จนกระทั่งก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1866 (ปี Keio ที่ 2)

กล่าวกันว่านอกจาก Moriharu จะได้ขอความช่วยเหลือในการบูรณะจากรัฐบาล Bakufu แล้ว ตัวท่านเองยังได้ออกตระเวนไปตามคฤหาสน์ขุนนางในกรุง Edo รวมถึงขอรับความช่วยเหลือจากท่าน Mizuno Dewanokami ผู้ครองปราสาท Numazu, ท่าน Egawa Tarozaemon ผู้ครองแคว้น Nirayama และท่าน Okubo Kaganokami ผู้ครองปราสาท Odawara อีกด้วย

หมู่วิหารของศาลเจ้าแห่งนี้ประกอบด้วยวิหาร Honden ซึ่งเป็นอาคารสไตล์ Sokeyaki Shiraki-zukuri แบบ Nagare-zukuri, วิหาร Haiden และวิหาร Heiden ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น

・”Haiden” หมายถึงอาคารที่ใช้ในการสักการะเทพเจ้าของศาลเจ้า

・”Heiden” หมายถึงอาคารสำหรับให้ผู้มาสักการะศาลเจ้าได้ถวายเครื่องสักการะ โดยจะสร้างไว้ระหว่างวิหาร Honden กับ Haiden

・”Nagare-zukuri” หมายถึงรูปแบบของวิหาร Honden ที่พบได้มากที่สุดทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยมีหลังคาของประตูทางเข้าหลักยื่นยาวไปทางด้านหน้า ซึ่งเมื่อมองจากด้านข้างจะเห็นว่าบริเวณด้านหน้ากับด้านหลังไม่สมมาตรกัน

・”Shiraki-zukuri” หมายถึงการก่อสร้างอาคารด้วยไม้โดยไม่มีการทาสีเปลือกไม้

Goten ซึ่งเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกวิหาร Honden, Heiden และ Haiden รวมกันนั้น มีลักษณะเด่นตรงที่มีรูปสลักอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งกล่าวกันว่ารูปสลักเหล่านี้เป็นการประชันฝีมือของนายช่างผู้เลื่องชื่อจากแคว้นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Ozawa Kido แห่งแคว้น Izu และ Goto Yoshijiro แห่งแคว้น Suruga เป็นต้น

สิ่งที่เป็นจุดเด่นได้แก่ “ภาพเทพี Amaterasu Omikami เสด็จออกจากประตู Amanoiwayado” บนกรอบหลังคา Kaerumata ของชานวิหาร Haiden (หันไปทางทิศใต้ของวิหาร Honden บริเวณด้านบนของกล่องรับบริจาค)

・”Kaerumata” หมายถึงส่วนที่ทำเป็นรูปภูเขาที่ติดไว้ระหว่างไม้คาน (Keta) บริเวณเหนือคานหัวเสา (Karashi-nuki หรือ Hari) ซึ่งแต่เดิมมีไว้เพื่อค้ำโครงสร้างที่ซ้อนกันด้านบน ต่อมาจึงมีการแกะสลักลวดลายหลากหลายรูปแบบเพื่อการตกแต่งเท่านั้น

・”Karashi-nuki” หมายถึงท่อนไม้ที่สอดไว้บนหัวเสาเพื่อเชื่อมส่วนบนของเสาแต่ละต้นเข้าด้วยกัน

・”Hari” หมายถึงท่อนไม้ที่ทอดระหว่างเสาแต่ละต้นโดยทำมุมฉากกับส่วนที่เรียกว่า Mune ซึ่งเป็นตัวแบ่งโครงสร้างออกจากพื้นผิวหลังคาเพื่อค้ำส่วนดังกล่าวที่วางซ้อนกัน

・”Keta” หมายถึงชิ้นส่วนแนวนอนที่วางทอดไว้เหนือเสาหรือเสาสะพานเพื่อค้ำโครงสร้างที่อยู่ด้านบน

・”ภาพเทพี Amaterasu Omikami เสด็จออกจากประตู Amanoiwayado” หมายถึงภาพของ Amaterasu Omikami เทพีสุริยะที่เสด็จออกจากประตู Amanoiwayado หลังจากที่ทั่วโลกต้องประสบภัยพิบัติอันมืดมิดจากการซ่อนพระวรกายของพระองค์ จนกระทั่งโลกกลับมาสว่างสดใสดังเดิม โดยเป็นเรื่องราวจากตำนานเทพเจ้าในบันทึก Kojiki

สำหรับด้านหลังรูปสลักนี้เป็นภาพที่เรียกว่า “Takasago no Zu” หรือภาพแกะสลักชายชราและหญิงชรากำลังถือไม้กวาดและคราด โดยเบื้องหน้าสื่อถึงความสงบสุขของประเทศชาติ และเบื้องหลังสื่อถึงความสงบสุขของชีวิต

และตัว Kaerumata ยังแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่บริเวณตรงกลาง ด้านขวาและด้านซ้าย ซึ่งทุกด้านมีการแกะสลักภาพต่างๆ ด้วยเช่นกัน

วิหาร Honden, Heiden และ Haiden ของศาลเจ้า ศาลเจ้ามิชิมะ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวแทนของยุค Edo และได้รับการกำหนดให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 (ปี Heisei ที่ 12)

三嶋大社の周辺

Around Mishima Taisha Shrine

สถานที่เพิ่มเติม

  • around 01
    ร้านฟุคุทาโร่จะยะ

    %e7%a6%8f%e5%a4%aa%e9%83%8edsc_0490%e3%81%ae%e3%82%b3%e3%83%92%e3%82%9a%e3%83%bc
    ศาลเจ้ามิชิมะมีของดีที่ชื่อว่า “ฟุคุทาโร่ (คุสะโมจิสอดไส้ถั่วแดงญี่ปุ่น)” ซึ่งสื่อความหมายถึงการให้โชคให้ลาภ ไหว้พระขอพรเสร็จเมื่อไหร่ ไปพักชิมรสชาติของขนมชนิดนี้ได้ที่ร้าน “ฟุคุทาโร่จะยะ” ที่อยู่ด้านขวาของประตูใหญ่ดูไหม

ศาลเจ้ามิชิมะの場所

Mishima Taisha Shrine