แสงสีทองอร่ามจากพระพุทธรูปไอสึไดบุตสึและสีสันจากดอกไม้

วัดกังโจจิเป็นวัดเก่าแก่ของนิกายโจโดะ เป็นที่รู้จักจากพระพุทธรูปไอสึไดบุตสึ สร้างขึ้นเมื่อปีคาโรคุที่ 3 (ค.ศ. 1227) โดยพระริวคังที่เป็นผู้ก่อตั้งนิกายโจโดะสายทาเน็นกิ
แต่เดิมพระริวคังจะต้องถูกเนรเทศไปยังจังหวัดมุตสึ (อยู่บนพื้นที่จังหวัดฟุคุชิมะ, จังหวัดมิยางิ, จังหวัดอาโอโมริ และจังหวัดอิวาเตะในปัจจุบัน) แต่ปรากฏว่าท่านได้ปักหลักที่อียามะในจังหวัดซางามิ (อยู่ทางฝั่งตะวันตกของจังหวัดคานางาวะในปัจจุบัน) และให้พระจิตสึโจที่เป็นศิษย์เอกเดินทางไปยังพื้นที่ที่จะเป็นที่ตั้งของวัดกังโจจิแทน
ณ ที่ดังกล่าว พระจิตสึโจได้สร้างสุสานสำหรับบรรจุอัฐิของพระริวคัง และสร้างอุโบสถสำหรับตั้งรูปปั้นพระริวคัง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัดกังโจจิในปัจจุบัน

อุโบสถ, วิหารอามิดะโดเก่า และประตูวัดในวัดกังโจจิเป็นของที่สร้างเพิ่มเติมในยุคเอโดะ โดยเฉพาะอุโบสถที่มีสถาปัตยกรรมแบบนิกายโจโดะที่มีเพียงแห่งเดียวในฟุคุชิมะ
ส่วนวิหารอามิดะโดเก่าสร้างขึ้นในปีโจเคียวที่ 3 (ค.ศ. 1686) มีจุดเด่นที่มีบรรยากาศที่ดูน่าเลื่อมใสของวัดนิกายโจโดะ
อาคารภายในวัดทั้งสองแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติและจังหวัดฟุคุชิมะ

ไฮไลท์สำคัญของวัดกังโจจิแห่งนี้คือ พระพุทธรูป “ไอสึไดบุตสึ” สีทองอร่าม พระพุทธรูปพระอมิตาภพุทธะและรูปปั้นพระโพธิสัตว์ซ้ายขวาเป็นพระพุทธรูปปางไรโก (เสด็จรับดวงวิญญาณสู่แดนสุขาวดี) สามพระองค์ที่ไม่เหมือนกับที่ใด ๆ ในภูมิภาคโทโฮคุตรงที่มีรูปร่างลักษณะเป็นบุรุษเพศ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพระพุทธรูปในยุคคามาคุระตอนต้น
ส่วนพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์และพระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ในปางคุกเข่านั้น วัดต่าง ๆ ในพระนครเกียวโตก็ได้รับเอาไปเป็นแบบอย่าง และจากการที่เป็นพระพุทธรูปสามพระองค์ในศตวรรษที่ 13 อย่างแท้จริง ทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ

วัดกังโจจิแห่งนี้มีฉายาว่า “วัดดอกไฮเดรนเยีย” จากการที่มีดอกไม้นานาพันธุ์ภายในวัดให้ผู้มาเยือนได้ชมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะดอกกุหลาบพันปี, ดอกชากะ และดอกไอริสญี่ปุ่นในฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงดอกบัวในปลายฤดูร้อน