ศาลเจ้าชิซุยและเซ็มบงมัตสึบาระ

ศาลเจ้าชิซุยแห่งนี้ที่สถิตของเหล่าดวงวิญญาณชาวแคว้นซัตสึมะ (จังหวัดคาโกชิมะในปัจจุบัน) ที่ทุ่มเททำงานก่อสร้างป้องกันน้ำท่วมอันยากลำบากตามคำสั่งของรัฐบาลเอโดะ
ในฤดูใบไม้ผลิ (25 เมษายน) และฤดูใบไม้ร่วง (25 ตุลาคม) ของทุกปี จะมีการจัดพิธีรำลึกเกียรติคุณของผู้เสียสละเหล่านี้

ประวัติของศาลเจ้าชิซุย

ในยุคเอโดะตอนกลาง รัฐบาลโทคุงาวะได้ขอให้แคว้นซัตสึมะเข้ามาช่วยเหลืองานก่อสร้างเพื่อช่วยประชาชนในพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของที่ราบโนบิที่ประสบปัญหาน้ำท่วมจากแม่น้ำสามสายแห่งคิโสะ
เหล่าซามูไรจากแคว้นซัตสึมะต้องเผชิญกับน้ำเชี่ยวกรากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่เพื่อชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นแล้ว พวกเขายอมสละชีวิตตนเองและได้ฝ่าฟันอุปสรรคอีกนานัปการจนงานก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์
ฮิราตะ ยูคิเอะเป็นผู้รับผิดชอบงานก่อสร้างครั้งนี้ หลังจากรัฐบาลเอโดะได้เข้ามาตรวจสอบงานเสร็จสิ้น ยูคิเอะที่หมดห่วงเรื่องงานก่อสร้างก็ได้ถึงแก่กรรมในที่ทำการเขตมิโนะ-โอมากิ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม ปีโฮเรกิที่ 5 (ค.ศ. 1755)
ผู้ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ซ่อนเร้นมาอย่างยาวนานก็คือ นิชิดะ คิเบจากทาโดะ จังหวัดมิเอะ เขาทำให้ผู้คนได้รู้จักกับงานก่อสร้างแห่งนี้ พร้อมทั้งไว้อาลัยและกล่าวสดุดีต่อดวงวิญญาณของเหล่าผู้เสียสละ
ต่อมาในปีเมจิที่ 33 (ค.ศ. 1900) ได้มีการจัดพิธีฉลองความสำเร็จในการก่อสร้างป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำสามสายแห่งคิโสะในญี่ปุ่นยุคใหม่ พร้อมกับสร้างศิลาอนุสรณ์การป้องกันน้ำท่วมปีโฮเรกิที่เซ็มบงมัตสึบาระในอาบุระจิมะเพื่อต้อนรับยามางาตะ อาริโทโมะที่เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
และเพื่อเป็นการตอบแทนที่ประชาชนได้ยกย่องฮิราตะ ยูคิเอะเป็นเทพแห่งการจัดการน้ำ (ชิซุย) จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าชิซุยในปีโชวะที่ 13 (ค.ศ. 1938) โดยให้ยูคิเอะเป็นเทพประจำศาลเจ้า
ศาลเจ้าชิซุยแห่งนี้เป็นอนุสรณ์แด่ความสำเร็จในการทำงานป้องกันน้ำท่วมของเหล่าซามูไรแคว้นซัตสึมะ เป็นการรำลึกเกียรติคุณของฮิราตะ ยูคิเอะ และเป็นการไว้อาลัยแด่ดวงวิญญาณของเหล่าซามูไรผู้เสียสละ

ต้นสนพันต้นที่ปลูกโดยเหล่าซามูไรซัตสึมะ

หลังจากงานก่อสร้างป้องกันน้ำท่วมปีโฮเรกิเสร็จสิ้น เหล่าซามูไรแคว้นซัตสึมะได้ปลูกต้นสนฮินาตะมัตสึบนทุ่งเป็นระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร โดยจะมีชื่อทุกต้น เช่น “โนโซมิมัตสึ” ทั้งยังมีต้นสนขนาดใหญ่อายุกว่า 200 ปีอีกด้วย
คันกั้นน้ำเซ็มบงมัตสึบาระได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ ณ ปีโชวะที่ 15 (ค.ศ. 1940)